สพป.พิจิตร เขต 1 แจงเรื่อง"อาคารหลวงพ่อเงิน"
|
  
|
1#
พิมพ์หน้านี้
tT
สพป.พิจิตร เขต 1 แจงเรื่อง"อาคารหลวงพ่อเงิน"
ตามที่มีข่าวทางสื่อมวลชนก็ดี จากการโจษขานกันระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคลต่างๆ ทั้งภายในและนอกวงการครู จังหวัดพิจิตรและจังหวัดใกล้เคียงก็ดี เกี่ยวกับเรื่องครูมัธยมต้องการขออาคารหลวงพ่อเงิน(สำนักงานสามัญจังหวัดเดิม) ซึ่งขณะนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1 (สพป.) เป็นผู้ครอบครอง และใช้ประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ซึ่งให้ยุบรวมกรมและสำนักงานต่างๆ เป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การบริหารจัดการทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีตลอดมา
ตราบจนกระทั่ง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 ได้มีประกาศแบ่งเขตมัธยมศึกษาขึ้น ทำให้โรงเรียนมัธยมศึกษา(กรมสามัญเดิม)ในจังหวัดพิจิตร ต้องไปขึ้นกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 (กำแพงเพชร) ด้วยเหตุแห่งประกาศกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ทำให้บุคคล กลุ่มบุคคลได้กระทำการ ทำให้เกิดเหตุความไม่เข้าใจในหมู่วงการข้าราชการครู ระหว่างเขต และสร้างความสับสนให้กับประชาชนผู้ได้ยินได้เห็นข่าว จึงใคร่ขอเรียนข้อเท็จจริง ดังนี้
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 สพม. 41 ผอ.รร.กำแพงเพชรพิทยาคม รักษาการ ผอ.สพม.เขต 41 ได้มีหนังสือมายัง สพป.พิจิตร เขต 1 เพื่อขออาคารหลวงพ่อเงินคืน เนื่องจากครูกรมสามัญเดิมได้ร่วมบริจาคเงินสร้างกันมาเอง และได้มารวมตัวกันเพื่อขอฟังผล ทาง สพป.พิจิตร เขต 1 โดยนายสุรเสน ทั่งทอง ได้เป็นประธานที่ประชุมรับฟังข้อคิดเห็น และแนวทางการดำเนินการ ในที่ประชุมได้ตกลงกันว่า
1. ให้ทาง สพม.เขต 41 แสดงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องการใช้องค์กรดังกล่าว อย่างไร
2. ให้ทางกลุ่มอำนวยการ สพป.พิจิตร เขต 1 ซึ่งใช้อาคารดังกล่าว มาตั้งแต่ปี 2546 มีเหตุผลความจำเป็นอย่างไร สามารถจะขยับขยายย้ายที่ทำการได้หรือไม่อย่างไร
3. ให้ทั้งสองฝ่ายส่งผู้แทนมาตกลงหาวิธีการมาตรการในการศึกษาข้อมูล เหตุผล ความจำเป็นทั้งสองฝ่ายเพื่อ เสนอให้ผู้มีอำนาจพิจารณา ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2553 เป็นต้นมา
ตราบจนเวลาล่วงเลยไปนานพอสมควร ทาง ผอ.สพป.พิจิตร เขต 1 ได้ติดตามทวงถามผลการดำเนินการของผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ความว่าผู้ที่ได้รับมอบหมาย มิได้ดำเนินการใดๆ ทำให้เกิดการวิพากษ์ วิจารณ์ไปในแนวทางที่เสียหาย ทั้งทางเว็บไซต์และทางการพูดจา จาบจ้วง อีกฝ่ายหนึ่งให้เกิดความเสียหายอย่างไม่เป็นธรรม
จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ สพป.พิจิตร เขต 1 แจ้งเป็นหนังสือไปยัง สพม.41 เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ช่วยแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 หนังสือที่ ศธ 04099/5705 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553
ตราบจนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) มีคำสั่งแต่งตั้ง ผอ.สพม.41 นายมานพ ดีมี ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพม. ได้เดินทางมาขอหารือกับนายสุรเสน ทั่งทอง ณ สพป.พิจิตร เขต 1 โดยมี นายชนะ สุ่มมาตย์ รอง ผอ.สพม.เขต 41 ,นายเสน่ห์จิตต์ สุภศิริรักษ์ ผอ.รร.พิจิตรพิทยาคม และนายมานพ เกตุเมฆ ผอ.รร.หัวดงรัฐชนูปถัมภ์ ร่วมรับฟังอยู่ด้วย มีข้อสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาว่า ให้ทาง สพม.เขต 41 แต่งตั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาเจรจา ก่อนตัดสินใจ ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงจะปฏิบัติตาม
ในวันที่ 24 พ.ย. 2553 หลังจากการประชุมได้ 6 วัน นายเสน่ห์จิตต์ สุภศิริรักษ์ ได้มีหนังสือเรียกร้องขออาคารสถานที่คืนจาก สพป.พิจิตร เขต 1 ด้วยเหตุตอนยุบรวมเขตพื้นที่มิได้ขอใช้อาคารและสถานที่ดังกล่าว จึงได้พิจารณาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบถามไปยังธนารักษ์จังหวัดว่า ความจริงเป็นเช่นไร เขตพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุม กำกับ ติดตาม ตามที่ พ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 เท่านั้น มิได้ต้องเป็นอื่น จึงต้องรอธนารักษ์จังหวัดพิจารณา
ส่วน สพม.41 ได้มีประกาศแต่งตั้งที่ปรึกษา แต่งตั้งคณะทำงาน ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 แจ้งมายัง สพป.พิจิตร เขต 1 เพื่อดำเนินการตามมติ หารือระหว่างผู้บริหารทั้งสองฝ่ายต่อไป
และหลังจากนั้น วันที่ 8 ธันวาคม 2553 ได้มีการประชุมเรียกร้องขออาคารดังกล่าวคืนอีกที่โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม โดยคณะผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สพม. เขต 41 หลังจากประชุม ได้เข้าไปพบ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ท่านก็ให้ข้อคิดเห็นไปแล้วทางข่าวอินเตอร์เน็ต ว่า “ถ้าต้องการที่ทำการรีบด่วน ก็ให้ใช้อาคารศาลากลางไปก่อน เนื่องจากพื้นที่ว่างมากมาย”
ถึงอย่างไรก็ตาม ความต้องการ ความจำเป็นที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้พี่น้อง เพื่อนครูมัธยม ได้เกิดความสะดวก ในการติดต่อประสานงาน การส่งเสริมคุณภาพการศึกษา ทาง สพป.พิจิตร เขต 1 มิได้รังเกียจใดๆ แต่ที่เกิดกรณีดังกล่าวอาจจะเกิดจากความเข้าใจ และการเข้าถึงข้อมูลที่ลึกซึ้ง ที่แท้จริงเป็นเช่นไร ขอทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยพิจารณา หากมีเหตุผล ความจำเป็นข้อมูลในการพิจารณา ผมยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่อย่าได้กังวล แต่จะให้ตอบว่า ได้ หรือไม่ได้ มิใช่วิสัยของนักบริหารที่มีความต้องรับผิดชอบต่อสังคมทั้งสองฝ่าย
แม้ในปัจจุบัน ทางเขตก็ยังเบิกเงินเดือน เงินค่าตอบแทนใช้สอย วัสดุ เงินบำเหน็จ บำนาญ และเงินสวัสดิการอื่นใดอยู่เลย แล้วเหตุไฉนเราจะต้องมาทะเลาะขัดแย้งกันทำไม
รอก่อนได้ไหม ! |
|
|
|
|
|
|
|